นครหลวงไทย กสิกรไทย การันตีบริษัทไทยยังแข็งแกร่งสู้วิกฤตได้ ตั้งเป้าปล่อยกู้รายละ 4-5 หมื่นล้านบาท
นางจรี วุฒิสันติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย เปิดเผยว่า ปีนี้ตั้งเป้าหมายสินเชื่อรายใหญ่เติบโตสุทธิ 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องปล่อยกู้เป็น วงเงินประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท เพราะปกติอัตราการเบิกใช้จริงอยู่ที่ 40-50% ของยอดอนุมัติ นอกจากนี้ แต่ละปียังมียอดชำระคืนหนี้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยปีก่อนได้ปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ไป 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตสุทธิ 8,000-9,000 ล้านบาท เพราะลูกค้าคืนหนี้เข้ามามาก
สำหรับปีนี้จะเน้นดูแลลูกค้าเก่าซึ่งเป็นลูกค้าพลังงาน โรงไฟฟ้า และลูกค้ากลุ่มอาหาร ถึงขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพราะลูกค้าบริษัทรู้จักบริหารกระแสเงินสดเป็นอย่างดี วิธีบริหารเงินสด มีทั้งพิจารณาคู่ค้าก่อนค้าขาย มอบส่วนลดให้คู่ค้าหากชำระสินค้าเป็นเงินสด
นอกจากนี้ ยังควบคุมค่าใช้จ่าย และถ้าลูกค้ามีปัญหาสุดวิสัย ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตรงตามกำหนด ก็สามารถมาเจรจากับธนาคารเพื่อปรับค่างวดผ่อนชำระ ซึ่งต้องมาคุยล่วงหน้า อย่าปล่อยเป็นหนี้เสีย
อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ที่ยังเสี่ยงต่อการตั้งสำรองเพิ่ม คือ ลูกค้ากลุ่ม โรงน้ำตาล เนื่องจากราคาน้ำตาลไม่ดี และมีแรงเก็งกำไรตามราคาน้ำมัน มาปีนี้ราคาน้ำมันลด ราคาอ้อยจึง ลดตาม
นายสุรศักดิ์ ดุษฎีเมธา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ถึงขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณชำระหนี้ล่าช้า หรือมีปัญหาจากลูกค้าบริษัท ซึ่งเป็นหน้าที่ของธนาคารที่จะไปพูดคุยกับลูกค้าก่อนมีปัญหา อย่างไรก็ดี ลูกค้ารู้จักธุรกิจดีกว่าธนาคาร ความช่วยเหลือจึงเป็นเรื่องการเงินและข้อมูลด้านเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ สินเชื่อรายใหญ่ปีนี้คาดว่าจะเติบโตทรงตัว โดยเป้าหมายสินเชื่อรวมของธนาคาร คือ 5% คิดเป็นเม็ดเงินที่จะเติบโตในปีนี้ 4-5 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นดูแลลูกค้าเดิมของธนาคาร ซึ่งอยู่ในภาคธุรกิจปิโตรเคมี เกษตร ภาคการผลิต ก่อสร้าง ชิ้นส่วนรถยนต์ ส่วนสินเชื่อส่งออก ธุรกรรมด้านการค้าต่างประเทศจะลดลง
“โจทย์ใหญ่ของลูกค้า คือ ยอดขายรัฐบาลต้องออกมาตรการที่กระตุ้นอุปสงค์หรือแรงซื้อ เพราะ แม้จะไปกระตุ้นการผลิต แต่ถ้า คนไม่มั่นใจก็ไม่ใช้จ่ายอยู่ดี” นาย สุรศักดิ์ กล่าว
ที่มา : http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=000641
จัดทำโดย : นางสาวทัศญาภรณ์ พยัคฆา เลขทะเบียน 48210018
คำถาม
1.นครหลวงไทย กสิกรไทย ตั้งเป้าปล่อยกู้รายละเท่าไร
2.ธนาคารเน้นดูแลลูกค้าเดิมของธนาคารอบุ่ฝนภาคธุรกิจใด
3.แต่ละปีที่ผ่านมามีการคืนชำระหนี้ประมาณกี่หมื่นล้านบาท
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
การบริหารการเงินการคลังโรงพยาบาลรัฐ
การกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณคลินิกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
การวิจัยและพัฒนา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) ตั้งบนสมมติฐานว่า การกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณทางคลินิก แก่หัวหน้ากลุ่มคลินิกบริการ และจัดรูปแบบความสัมพันธ์ของหน่วยงานในโรงพยาบาลเป็น ผู้ซื้อ-ผู้ขายบริการ จะทำให้บริการของโรงพยาบาลมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยที่คุณภาพของการบริการไม่ลดลง ในความสัมพันธ์เช่นนี้ จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริหารทรัพยากรโรงพยาบาลจากที่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นผู้ตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว กระจายอำนาจตัดสินใจงบประมาณทางคลินิกให้แก่หัวหน้ากลุ่มงานคลินิกบริการ ช่วยบริหารงบประมาณโดยซื้อบริการจากหน่วยขายบริการแทนผู้อำนวยการ รวมทั้งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรักษาของแพทย์ที่อยู่ในกลุ่มซื้อบริการ หน่วยขายบริการที่ทดลองในขั้นแรกนี้ ได้แก่ กลุ่มงานเภสัชกรรม รังสีวิทยา ชันสูตร ห้องผ่าตัดและวิสัญญี
การวิจัยนี้ ดำเนินการในโรงพยาบาล 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
หาดใหญ่ และเสนา โดยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณรายจ่ายของการดูแลผู้ป่วยใน (รายจ่ายด้านยา ชันสูตร รังสีวิทยา ผ่าตัด) ให้แก่หัวหน้ากลุ่มคลินิกบริการ ในปีงบประมาณ 2543 หัวหน้ากลุ่มคลินิกบริการ ใช้อำนาจการบริหารงบประมาณ กับ ใช้ระบบข้อมูล(ที่พัฒนาในการวิจัย) ในด้านประสิทธิภาพและคุณภาพของบริการในกลุ่มงาน บริหารจัดการกับพฤติกรรมการรักษาพยาบาลของแพทย์ในกลุ่มงาน
แรงจูงใจของกลุ่มคลินิกบริการ (ผู้ซื้อบริการ) ในการปรับพฤติกรรมการรักษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้แรงจูงใจทางการเงินเป็นหลัก คือการให้เงินตอบแทนเป็นกลุ่มงาน และจัดสรรต่อเป็นรายบุคคล ตามข้อตกลงที่แตกต่างกันในแต่ละโรงพยาบาล แทนที่จะเป็นการตัดสินใจจากผู้อำนวยการคนเดียว ตัวชี้วัดประสิทธิภาพของผลงานใช้เกณฑ์หลายประการ ได้แก่ รายจ่ายที่ประหยัดได้จากงบประมาณคลินิกที่ได้รับจัดสรรล่วงหน้า วันนอนในโรงพยาบาลเมื่อเทียบกับวันนอนมาตรฐาน ภาระงานต่อแพทย์ เช่น ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ต่อแพทย์ในแต่ละแผนก
การวิจัยนี้ พิสูจน์ว่า การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบบริหารโรงพยาบาลนั้น มีความซับซ้อนมาก โดยเฉพาะมิติที่ซับซ้อนของข้อมูลโรงพยาบาล ระบบข้อมูลในโรงพยาบาลมักมีข้อมูลที่นำมาใช้ประเมินประสิทธิภาพระหว่างแผนกได้ไม่ดีนัก การวิจัยนี้พบว่า ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการประเมินประสิทธิภาพ ได้แก่ ข้อมูลทางคลินิกของผู้ป่วยในที่ใช้จัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ต้นทุนของหน่วยย่อยในโรงพยาบาลตามระบบบัญชีต้นทุน ข้อมูลการให้บริการแก่ผู้ป่วยแต่ละราย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจให้แรงจูงใจต้องประกอบด้วยข้อมูลด้านอื่นอีก เช่นภาระงานต่อแพทย์ ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายให้โรงพยาบาลรัฐเป็นอิสระต่อไป
ที่มา: http://library.hsri.or.th/researchlinks/444/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90
จัดทำโดย: นางสาวเยาวลักษณ์ ไอยราคม เลขทะเบียน 48210025
คำถาม
1.ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องงบประมาณทางคลินิก
2. การวิจัยดำเนินการในโรงพยาบาลกี่แห่ง
3.แรงจูงใจหลักของกลุ่มคลินิกบริการคือ
การวิจัยและพัฒนา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) ตั้งบนสมมติฐานว่า การกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณทางคลินิก แก่หัวหน้ากลุ่มคลินิกบริการ และจัดรูปแบบความสัมพันธ์ของหน่วยงานในโรงพยาบาลเป็น ผู้ซื้อ-ผู้ขายบริการ จะทำให้บริการของโรงพยาบาลมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยที่คุณภาพของการบริการไม่ลดลง ในความสัมพันธ์เช่นนี้ จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริหารทรัพยากรโรงพยาบาลจากที่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นผู้ตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว กระจายอำนาจตัดสินใจงบประมาณทางคลินิกให้แก่หัวหน้ากลุ่มงานคลินิกบริการ ช่วยบริหารงบประมาณโดยซื้อบริการจากหน่วยขายบริการแทนผู้อำนวยการ รวมทั้งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรักษาของแพทย์ที่อยู่ในกลุ่มซื้อบริการ หน่วยขายบริการที่ทดลองในขั้นแรกนี้ ได้แก่ กลุ่มงานเภสัชกรรม รังสีวิทยา ชันสูตร ห้องผ่าตัดและวิสัญญี
การวิจัยนี้ ดำเนินการในโรงพยาบาล 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
หาดใหญ่ และเสนา โดยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณรายจ่ายของการดูแลผู้ป่วยใน (รายจ่ายด้านยา ชันสูตร รังสีวิทยา ผ่าตัด) ให้แก่หัวหน้ากลุ่มคลินิกบริการ ในปีงบประมาณ 2543 หัวหน้ากลุ่มคลินิกบริการ ใช้อำนาจการบริหารงบประมาณ กับ ใช้ระบบข้อมูล(ที่พัฒนาในการวิจัย) ในด้านประสิทธิภาพและคุณภาพของบริการในกลุ่มงาน บริหารจัดการกับพฤติกรรมการรักษาพยาบาลของแพทย์ในกลุ่มงาน
แรงจูงใจของกลุ่มคลินิกบริการ (ผู้ซื้อบริการ) ในการปรับพฤติกรรมการรักษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้แรงจูงใจทางการเงินเป็นหลัก คือการให้เงินตอบแทนเป็นกลุ่มงาน และจัดสรรต่อเป็นรายบุคคล ตามข้อตกลงที่แตกต่างกันในแต่ละโรงพยาบาล แทนที่จะเป็นการตัดสินใจจากผู้อำนวยการคนเดียว ตัวชี้วัดประสิทธิภาพของผลงานใช้เกณฑ์หลายประการ ได้แก่ รายจ่ายที่ประหยัดได้จากงบประมาณคลินิกที่ได้รับจัดสรรล่วงหน้า วันนอนในโรงพยาบาลเมื่อเทียบกับวันนอนมาตรฐาน ภาระงานต่อแพทย์ เช่น ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ต่อแพทย์ในแต่ละแผนก
การวิจัยนี้ พิสูจน์ว่า การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบบริหารโรงพยาบาลนั้น มีความซับซ้อนมาก โดยเฉพาะมิติที่ซับซ้อนของข้อมูลโรงพยาบาล ระบบข้อมูลในโรงพยาบาลมักมีข้อมูลที่นำมาใช้ประเมินประสิทธิภาพระหว่างแผนกได้ไม่ดีนัก การวิจัยนี้พบว่า ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการประเมินประสิทธิภาพ ได้แก่ ข้อมูลทางคลินิกของผู้ป่วยในที่ใช้จัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ต้นทุนของหน่วยย่อยในโรงพยาบาลตามระบบบัญชีต้นทุน ข้อมูลการให้บริการแก่ผู้ป่วยแต่ละราย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจให้แรงจูงใจต้องประกอบด้วยข้อมูลด้านอื่นอีก เช่นภาระงานต่อแพทย์ ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายให้โรงพยาบาลรัฐเป็นอิสระต่อไป
ที่มา: http://library.hsri.or.th/researchlinks/444/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90
จัดทำโดย: นางสาวเยาวลักษณ์ ไอยราคม เลขทะเบียน 48210025
คำถาม
1.ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องงบประมาณทางคลินิก
2. การวิจัยดำเนินการในโรงพยาบาลกี่แห่ง
3.แรงจูงใจหลักของกลุ่มคลินิกบริการคือ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)