ตอนนี้ดูเหมือนไม่มีประเทศไหนแฮปปี้จริงๆ จังๆ ซักราย ส่วนหนึ่งคงเพราะเศรษฐกิจโลกทำท่าง่อนแง่นเต็มทน เป็นผลจากพี่เบิ้มรุ่นลายครามสหรัฐฯ ยังอยู่ในห้องไอซียู ด้วยวิกฤติธนาคารเมืองลุงแซม ส่งผลให้แบงก์หลายแห่งจำต้องทยอยขึ้นเมรุ และยังไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์เลวร้ายในระบบแบงกิ้งสหรัฐฯจะน่าไว้วางใจได้เมื่อใด ปัจจุบันประเมินกันว่าธนาคารในประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำขาดทุนและตัดบัญชีหนี้สูญไปแล้วเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งยังถือกันว่าเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก เจอพิษฟองสบู่แตกและยังอยู่ท่ามกลางมรสุมหนักหน่วง จึงพลอยทำให้ประเทศต่างๆ หายใจได้ไม่ค่อยทั่วท้อง และพยายามงัดทฤษฎีทุกตำราออกมาใช้เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจตัวเองให้เดินหน้าได้ต่อไป ขณะที่ประเทศชั้นนำอันดับหนึ่งของโลกกำลังหยอดน้ำซุป บางคนอาจเหมาไปเลยว่าแบงก์ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งแก๊งน่าจะนอนหายใจแขม่วเหมือนกันหมด แต่เหลือเชื่อ งานนี้ญี่ปุ่นมาแปลก ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจและการเงินของพี่ยุ่น แถมการเมืองภายในประเทศ ที่ยังอยู่ในอาการผลุบๆ โผล่ๆ มาเป็นเวลาช้านาน จนเซียนเศรษฐศาสตร์เบื่อหน่ายที่จะลุ้นว่าญี่ปุ่นจะกลับมาโดดเด่น ได้สมศักดิ์ศรีผู้นำเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกเมื่อใด แต่วิกฤติแบงก์คราวนี้ ธนาคารชั้นนำของญี่ปุ่นกลับออกมาเล่นบทบาทพระเอกได้สมใจคนเชียร์อย่างไม่คาดฝัน อีกทั้ง ยังเป็นการพิสูจน์วัฏจักรเศรษฐกิจมีจริงได้เป็นอย่างดี แถมเข้าตำราคนล้มอย่าข้าม หากย้อนไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ธนาคารพาณิชย์ยิ่งใหญ่ 10 อันดับแรกของโลก อยู่ในแผ่นดินอาทิตย์อุทัยถึง 7 ธนาคาร เรียกได้ว่า แบงก์ญี่ปุ่นมีเงินทองมากมาย สามารถอุดหนุนให้ธุรกิจเมืองปลาดิบออกไปฮุบกิจการในต่างประเทศเป็นว่าเล่น แต่สนุกสนานเหิมเกริมอยู่ไม่นาน เมืองซามูไรก็เจอวิบัติฟองสบู่แตก และลากเศรษฐกิจจมดิ่งยาวนาน ส่วนภาคการเงินการธนาคารพี่ยุ่นหลุดพ้นออกจากเวทีโลกไปเลย และต้องหลบเลียแผลอยู่ในประเทศเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ มีการควบรวมกิจการกันวุ่นวายจนแทบจำชื่อเดิมไม่ได้ จากที่เคยมีแบงก์ยักษ์นับสิบๆ ราย ตอนนี้ที่ใหญ่จริงๆ มีเพียง 3 ธนาคารเท่านั้น คือ Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ (MUFJ), Mizuho Financial Group (MFG) และ Sumitomo Mitsui Financial Group (SMFG) เมื่อปัญหาซับไพร์มในสหรัฐฯพ่นพิษ และฉุดให้วงการธนาคารชั้นนำของโลกพบกับปัญหาหนี้เสียครั้งใหญ่มาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ตามมาด้วยภาวะขาดทุนมโหฬาร จนจำเป็นต้องเพิ่มเงินทุนอย่างเพียงพอ มิฉะนั้น กิจการต้องม้วนเสื่อแน่ ทำให้นายแบงก์ทั้งหลายต่างวิ่งวุ่นหาเศรษฐีและนักลงทุนกระเป๋าหนักเพื่อขอร้องให้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารอย่างเร่งด่วน ซึ่งกลุ่มเศรษฐีที่นายแบงก์วิ่งไปหามากที่สุด ก็คือ พวก Sovereign Wealth Funds (SWFs) เป็นกองทุนที่รัฐบาลของประเทศร่ำรวยจากน้ำมัน หรือประเทศที่มีเงินทุนสำรองเยอะแยะอย่างจีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ จัดตั้งขึ้นเพื่อออกไปลงทุนหาดอกผลงามๆ ในต่างประเทศ ดังนั้น ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จึงพบว่า SWFs เข้าไปลงทุนซื้อหุ้นในสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯและชาติอุตสาหกรรมอื่นๆ มากมาย แต่ที่ฮือฮากันมากก็คือ ธนาคารยักษ์ของญี่ปุ่นได้รุกไปซื้อหุ้นของแบงก์ตะวันตกเหมือนกัน รายล่าสุดเป็นกรณีที่ SMFG ช่วยซื้อหุ้นของธนาคาร Barclays แบงก์อันดับ 3 ของอังกฤษ ก่อนหน้านี้ SMFG ก็ย่องไปซื้อแบงก์แถวๆ อินโดจีนเก็บตุนไว้บ้างแล้ว เพราะเศรษฐกิจย่านนี้กำลังโตวันโตคืน ส่วนธนาคาร Mizuho ก็ซื้อหุ้น Merrill Lynch ของลุงแซมตอนต้นปีนี้ ขณะที่ MUFJ กำลังเล็งแบงก์ขนาดกลางของสหรัฐฯย่านแคลิฟอร์เนียและอีกหลายรัฐ สำหรับประเทศใกล้บ้านอย่างแบงก์ในฮ่องกงและสิงคโปร์ ธนาคาร MUFJ ได้ลุยเข้าไปซื้อหุ้นไว้แล้วอย่างเงียบๆ นักวิเคราะห์บางคนสงสัยว่ากิจการแบงก์ญี่ปุ่นไม่โดนมรสุมซับไพร์มหรือยังไง หรือแอบซุกหนี้เสียอย่างอดีตกันแน่ ขุนคลังเมืองปลาดิบต้องรีบออกมาสยบพวกขี้ระแวง โดยแถลงว่าธนาคารทั้งสามของญี่ปุ่น หรือ Megabanks ขาดทุนจากซับไพร์มเหมือนกัน โดย Mizuho ตัวแดงเป็นเงินแค่ 6,000 ล้านดอลลาร์ ส่วน MUFJ และ SMFG ตกรายละประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ และถ้ารวมสถาบันการเงินในญี่ปุ่นทั้งหมดที่กระเป๋าฉีกจากซับไพรมอเมริกันคิดเป็นเงินราว 17,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกระจอกมากเมื่อเทียบกับตัวเลขขาดทุนของแบงก์ชั้นนำของโลก 3 แห่งรวมกัน คือ CitiGroup, UBS และ Merrill Lynch เป็นมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ช่วงนาทีทองแบบนี้ ส่งผลให้ธนาคารญี่ปุ่นออกไปตระเวนปล่อยสินเชื่อในต่างประเทศได้มากขึ้น เพราะปราศจากคู่แข่งค่ายตะวันตกเกือบสิ้นเชิง จึงไม่แปลกที่ยอดสินเชื่อต่างแดนของ SMFG นับตั้งแต่ต้นปี 2550 มาถึงปัจจุบันโตไปแล้ว 45% ตามด้วย MUFJ เพิ่มขึ้น 20% และ Mizuho ขยายตัว 10% อีกทั้งยังมีบริษัทต่างประเทศวิ่งมาขอใช้บริการด้านการเงินอื่นๆ อีกเยอะแยะ นับเป็นการคืนสู่สังเวียนของแบงก์ยักษ์ญี่ปุ่นในเวทีโลกอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม งานนี้มีเสียงวิจารณ์ว่า megabanks ยังงุ่มง่ามเกินไป ควรใช้โอกาสนี้ถล่มตลาดเงินต่างประเทศแย่งชิงลูกค้าจากพวกธนาคารตะวันตกให้ได้มากที่สุด เพราะแบงก์พี่ยุ่นดูจะมีฐานะการเงินแข็งแรงกว่า จะมัวพะวงทำมาหากินอยู่ในประเทศคงไม่ไหว เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในเมืองซากุระต่ำสุดขีด บริษัทเอกชนญี่ปุ่นเองก็มีเงินทุนหนาไม่ค่อยง้อเงินกู้แบงก์กันมากนัก และที่สำคัญก็คือ ธนาคารมีสภาพคล่องสูง เงินเต็มตู้เซฟไปหมด เพราะชาวอาทิตย์อุทัยยังหัวโบราณเก็บเงินฝากในธนาคารมากที่สุด ตัวเลขคร่าวๆ 7-8 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น Megabanks ควรนำเงินทุนพวกนี้ออกไปแสวงดอกผลให้แก่ธนาคารและผู้ถือหุ้นแบงก์ในต่างแดนจะดีกว่า พวกซามูไรคงเชื่อลมปากนักวิเคราะห์ยาก เพราะบทเรียนช่วง 20 ปีก่อน ยังฝากบาดแผลไว้ลึก จึงไม่รีบร้อน และมองว่าหากแบงก์ญี่ปุ่นเจ็บแล้วไม่จำ ป่านนี้คงนอนเรียงคิวหยอดน้ำข้าวจากวิกฤติซับไพร์มเหมือนกัน อีกทั้งธนาคารญี่ปุ่นยังเชื่อว่ากลุ่มลูกค้าในประเทศยังพอมี โดยเฉพาะพวกรายย่อยที่ต้องการสินเชื่อเพื่อการบริโภค แต่เดิมธนาคารมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกลุ่มนี้ เพราะจุกจิกน่ารำคาญ ปล่อยให้อยู่ในกำมือของพวกบริษัทการเงิน แต่ปรากฏว่า พวกสถาบันการเงินปล่อยกู้รายย่อยเหล่านี้ ชอบเล่นบทยากูซ่าในการติดตามทวงหนี้สิน โดยเฉพาะกับพวกลูกค้าเบี้ยวหนี้ จะโดนข่มขู่ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ขายไตหรือดวงตา เพื่อชดใช้หนี้สิน ฯลฯ จนกระทั่งปี 2549 รัฐบาลพี่ยุ่นได้ออกกฎหมายเข้มงวดกับธุรกิจปล่อยเงินกู้รายย่อย เช่น อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 20% ต่อปีภายในปี 2553 ปล่อยเงินกู้ได้ไม่เกินวงเงิน 1 ใน 3 ของเงินรายได้ลูกค้า และห้ามยุ่งเกี่ยวกับประกันชีวิตของลูกค้า เป็นต้น กฎหมายฉบับนี้ทำให้พวกสถาบันปล่อยกู้รายย่อย ต้องปิดกิจการลง เพราะไม่คุ้มกับการลงทุน หรือไม่ก็หันไปอยู่กับธนาคารพาณิชย์แทน โดยทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิเคราะห์ฐานะการเงินลูกค้ารายย่อยให้แก่ธนาคาร เนื่องจากมีประสบการณ์สูงอยู่แล้ว และธนาคารเองก็เป็นเพียงผู้ปล่อยเงินกู้ ส่วนการเรียกท้วงหนี้ยังคงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานพวกนี้ เพียงแต่กำชับให้อยู่ในกรอบกติกาของกฎหมายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ธนาคารพาณิชย์ญี่ปุ่นจึงเริ่มมีตลาดลูกค้าภายในประเทศ โดยเฉพาะรายย่อยที่ไม่เคยอยู่ในสายตามาก่อน ประมาณ 10% ของจำนวนประชากรญี่ปุ่น และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ หากธนาคารพาณิชย์ญี่ปุ่นสามารถปรับกลยุทธ์ปล่อยกู้รายย่อยให้สอดคล้องกับนิสัยและวัฒนธรรมของชาวเมืองปลาดิบ ที่ยังรู้สึกเขินๆ เมื่อต้องไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายเพื่อการบริโภคต่างๆ แถมชอบกู้ยืมแบบลับๆ เท่าที่ผ่านมาวงเงินกู้อาจสูงเพียง 100 ดอลลาร์ และควรกู้ยืมได้รวดเร็วตามเคาน์เตอร์ที่จัดไว้ในสถานที่ปลอดภัย … ธนาคารญี่ปุ่นตอนนี้จึงน่าจะอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำธุรกิจแบบชิลล์ๆ ไม่ต้องดิ้นรนจนเกินเหตุ เพราะตลาดในประเทศก็เก็บกินไปได้เรื่อยๆ ส่วนตลาดต่างประเทศ ก็นั่งจิบสาเกแกล้มปลาดิบ คอยให้นายแบงก์ชาติตะวันตกเอาหุ้นธนาคารใส่พานมาให้เลือกลงทุนก็คุ้มกับเวลาที่รอคอยกว่า 20 ปี !!
ที่มา วารสารการเงินธนาคาร เป็นวารสารรายเดือน (http://www.karnngern.com/317/world.php)
จัดทำโดย นางสาวเบญจวรรณ วุฒิศักดิ์การุณ เลขทะเบียน 48210023
คำถาม
1. ญี่ปุ่นเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจในลำดับที่เท่าไรของโลก
2. เมื่อเศรษฐกิจเกิดวิกฤติ กลุ่มเศรษฐีที่นายแบงก์วิ่งไปหามากที่สุดคือกลุ่มใด
3. สถาบันการเงินปล่อยเงินกู้รายย่อย ก่อนปี 2549 มีวิธีการทวงหนี้สินอย่างไร และตั้งแต่ปี 2549 รัฐบาลได้ออกกฎมายเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้รายย่อยอย่างไร
วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ธปท.เตือนเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดไตรมาสแรกปีหน้า
แบงก์ชาติระบุเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวทุกด้าน เป็นผลจากความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ถูกกระทบจากสถานการณ์การเมืองและความวิตกกังวลในวิกฤติเศรษฐกิจโลก คาดจีดีพีโตแค่ 4% กว่า ชี้มีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า วิกฤติการเงินสหรัฐฯและวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศไทย โดยตัวเลขปริมาณการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 ที่ลดลงสอดคล้องกับภาคการผลิตของประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่การท่องเที่ยวเจอพิษการเมืองอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคการเกษตรยังอยู่ในระดับสูงแม้จะชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยภาพรวมเศรษฐกิจเดือน ก.ย. หดตัวต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. โดยไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4% เศษและมีแนวโน้มว่าไตรมาส 4 จะชะลอตัวต่ำลงอีก รวมทั้งส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้า จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4.6% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 7.6% และเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก ขณะที่การใช้กำลังการผลิตเดือนนี้อยู่ในระดับ 68.2% เท่านั้น ถือเป็นการลดลงต่ำกว่า 70% เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกมีการขยายตัวลดลงกว่าครึ่ง โดยในเดือน ก.ย. ขยายตัว 8.8% จากที่ขยายตัว 16.4% ในปีก่อนหน้าสอดคล้องกับภาคการส่งออกที่เดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 15.5% แต่ถือว่าชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือการขยายตัวของการส่งออกในไตรมาส 3 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 9.1% จาก 12.3% ในไตรมาสก่อนและมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอีกในไตรมาสที่ 4 แสดงให้เห็นผลกระทบจากวิกฤติการเงินของโลกที่มีผลต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงพอสมควร ในขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในเดือน ก.ย. มีนักท่องเที่ยวเพียง 900,000 คน ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน 16.5% จากผลของการเมืองที่เกิดความรุนแรงและการปิดของรัฐวิสาหกิจและสนามบินโดยระดับการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 10%”
นางอมรากล่าวต่อว่า แม้รายได้ภาคการเกษตรที่สูงถึง 45.5% แม้จะลดลงจากเดือน ส.ค.ที่ขยายตัว 57.5% แต่ก็ช่วยให้กำลังซื้อรถจักรยานยนต์ยังสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% เทียบจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทรงตัว โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า
แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วง 3 เดือนต่อไปจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่โน้มต่ำลงต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าในเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้น 38.6% เนื่องจากผู้ประกอบการมีการกักตุนเหล็กและสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ดุลบริการขาดดุล 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐนั้น โดยสรุปงบปี 51 มีการเบิกจ่ายได้น้อยลงกว่าที่คาดโดยเบิกจ่ายได้ 92.3% จาก 94% และมีดุลเงินสดขาดดุลเพียง 24,000 ล้านบาท มีเงินคงคลังรายปีสุทธิเพิ่มขึ้น 87,100 ล้านบาท ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐน้อยกว่าที่ประมาณการไว้มาก และในปีงบ 52 แม้รัฐจะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นกับอัตราการเบิกจ่ายจริงด้วย ส่วนนโยบายการเงินนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงินระบุชัดเจนว่าดอกเบี้ยขาขึ้นไม่มีแล้ว นโยบายการเงินในช่วงต่อไปคงผ่อนคลายมากขึ้นและพร้อมจะลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจทรุดกว่าที่คาดไว้
ชื่อผู้ทำ : ณัฐพร จันทโรธรณ์ เลขทะเปียน 48210022
ที่มา : http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=50c6664a-6e74-4038-9456-88ef3ce3adea
คำถาม
1. (ธปท.) ย่อมาจาก
2. ปริมาณการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 จะเป็นอย่างไร
3. การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐ ในงบปี 51 จะเป็นอย่างไร
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า วิกฤติการเงินสหรัฐฯและวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศไทย โดยตัวเลขปริมาณการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 ที่ลดลงสอดคล้องกับภาคการผลิตของประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่การท่องเที่ยวเจอพิษการเมืองอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคการเกษตรยังอยู่ในระดับสูงแม้จะชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยภาพรวมเศรษฐกิจเดือน ก.ย. หดตัวต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. โดยไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4% เศษและมีแนวโน้มว่าไตรมาส 4 จะชะลอตัวต่ำลงอีก รวมทั้งส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้า จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4.6% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 7.6% และเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก ขณะที่การใช้กำลังการผลิตเดือนนี้อยู่ในระดับ 68.2% เท่านั้น ถือเป็นการลดลงต่ำกว่า 70% เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกมีการขยายตัวลดลงกว่าครึ่ง โดยในเดือน ก.ย. ขยายตัว 8.8% จากที่ขยายตัว 16.4% ในปีก่อนหน้าสอดคล้องกับภาคการส่งออกที่เดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 15.5% แต่ถือว่าชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือการขยายตัวของการส่งออกในไตรมาส 3 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 9.1% จาก 12.3% ในไตรมาสก่อนและมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอีกในไตรมาสที่ 4 แสดงให้เห็นผลกระทบจากวิกฤติการเงินของโลกที่มีผลต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงพอสมควร ในขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในเดือน ก.ย. มีนักท่องเที่ยวเพียง 900,000 คน ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน 16.5% จากผลของการเมืองที่เกิดความรุนแรงและการปิดของรัฐวิสาหกิจและสนามบินโดยระดับการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 10%”
นางอมรากล่าวต่อว่า แม้รายได้ภาคการเกษตรที่สูงถึง 45.5% แม้จะลดลงจากเดือน ส.ค.ที่ขยายตัว 57.5% แต่ก็ช่วยให้กำลังซื้อรถจักรยานยนต์ยังสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% เทียบจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทรงตัว โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า
แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วง 3 เดือนต่อไปจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่โน้มต่ำลงต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าในเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้น 38.6% เนื่องจากผู้ประกอบการมีการกักตุนเหล็กและสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ดุลบริการขาดดุล 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐนั้น โดยสรุปงบปี 51 มีการเบิกจ่ายได้น้อยลงกว่าที่คาดโดยเบิกจ่ายได้ 92.3% จาก 94% และมีดุลเงินสดขาดดุลเพียง 24,000 ล้านบาท มีเงินคงคลังรายปีสุทธิเพิ่มขึ้น 87,100 ล้านบาท ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐน้อยกว่าที่ประมาณการไว้มาก และในปีงบ 52 แม้รัฐจะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นกับอัตราการเบิกจ่ายจริงด้วย ส่วนนโยบายการเงินนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงินระบุชัดเจนว่าดอกเบี้ยขาขึ้นไม่มีแล้ว นโยบายการเงินในช่วงต่อไปคงผ่อนคลายมากขึ้นและพร้อมจะลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจทรุดกว่าที่คาดไว้
ชื่อผู้ทำ : ณัฐพร จันทโรธรณ์ เลขทะเปียน 48210022
ที่มา : http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=50c6664a-6e74-4038-9456-88ef3ce3adea
คำถาม
1. (ธปท.) ย่อมาจาก
2. ปริมาณการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 จะเป็นอย่างไร
3. การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐ ในงบปี 51 จะเป็นอย่างไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)