วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แบงก์นินจาคืนชีพ

ตอนนี้ดูเหมือนไม่มีประเทศไหนแฮปปี้จริงๆ จังๆ ซักราย ส่วนหนึ่งคงเพราะเศรษฐกิจโลกทำท่าง่อนแง่นเต็มทน เป็นผลจากพี่เบิ้มรุ่นลายครามสหรัฐฯ ยังอยู่ในห้องไอซียู ด้วยวิกฤติธนาคารเมืองลุงแซม ส่งผลให้แบงก์หลายแห่งจำต้องทยอยขึ้นเมรุ และยังไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์เลวร้ายในระบบแบงกิ้งสหรัฐฯจะน่าไว้วางใจได้เมื่อใด ปัจจุบันประเมินกันว่าธนาคารในประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำขาดทุนและตัดบัญชีหนี้สูญไปแล้วเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งยังถือกันว่าเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก เจอพิษฟองสบู่แตกและยังอยู่ท่ามกลางมรสุมหนักหน่วง จึงพลอยทำให้ประเทศต่างๆ หายใจได้ไม่ค่อยทั่วท้อง และพยายามงัดทฤษฎีทุกตำราออกมาใช้เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจตัวเองให้เดินหน้าได้ต่อไป ขณะที่ประเทศชั้นนำอันดับหนึ่งของโลกกำลังหยอดน้ำซุป บางคนอาจเหมาไปเลยว่าแบงก์ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งแก๊งน่าจะนอนหายใจแขม่วเหมือนกันหมด แต่เหลือเชื่อ งานนี้ญี่ปุ่นมาแปลก ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจและการเงินของพี่ยุ่น แถมการเมืองภายในประเทศ ที่ยังอยู่ในอาการผลุบๆ โผล่ๆ มาเป็นเวลาช้านาน จนเซียนเศรษฐศาสตร์เบื่อหน่ายที่จะลุ้นว่าญี่ปุ่นจะกลับมาโดดเด่น ได้สมศักดิ์ศรีผู้นำเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกเมื่อใด แต่วิกฤติแบงก์คราวนี้ ธนาคารชั้นนำของญี่ปุ่นกลับออกมาเล่นบทบาทพระเอกได้สมใจคนเชียร์อย่างไม่คาดฝัน อีกทั้ง ยังเป็นการพิสูจน์วัฏจักรเศรษฐกิจมีจริงได้เป็นอย่างดี แถมเข้าตำราคนล้มอย่าข้าม หากย้อนไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ธนาคารพาณิชย์ยิ่งใหญ่ 10 อันดับแรกของโลก อยู่ในแผ่นดินอาทิตย์อุทัยถึง 7 ธนาคาร เรียกได้ว่า แบงก์ญี่ปุ่นมีเงินทองมากมาย สามารถอุดหนุนให้ธุรกิจเมืองปลาดิบออกไปฮุบกิจการในต่างประเทศเป็นว่าเล่น แต่สนุกสนานเหิมเกริมอยู่ไม่นาน เมืองซามูไรก็เจอวิบัติฟองสบู่แตก และลากเศรษฐกิจจมดิ่งยาวนาน ส่วนภาคการเงินการธนาคารพี่ยุ่นหลุดพ้นออกจากเวทีโลกไปเลย และต้องหลบเลียแผลอยู่ในประเทศเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ มีการควบรวมกิจการกันวุ่นวายจนแทบจำชื่อเดิมไม่ได้ จากที่เคยมีแบงก์ยักษ์นับสิบๆ ราย ตอนนี้ที่ใหญ่จริงๆ มีเพียง 3 ธนาคารเท่านั้น คือ Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ (MUFJ), Mizuho Financial Group (MFG) และ Sumitomo Mitsui Financial Group (SMFG) เมื่อปัญหาซับไพร์มในสหรัฐฯพ่นพิษ และฉุดให้วงการธนาคารชั้นนำของโลกพบกับปัญหาหนี้เสียครั้งใหญ่มาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ตามมาด้วยภาวะขาดทุนมโหฬาร จนจำเป็นต้องเพิ่มเงินทุนอย่างเพียงพอ มิฉะนั้น กิจการต้องม้วนเสื่อแน่ ทำให้นายแบงก์ทั้งหลายต่างวิ่งวุ่นหาเศรษฐีและนักลงทุนกระเป๋าหนักเพื่อขอร้องให้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารอย่างเร่งด่วน ซึ่งกลุ่มเศรษฐีที่นายแบงก์วิ่งไปหามากที่สุด ก็คือ พวก Sovereign Wealth Funds (SWFs) เป็นกองทุนที่รัฐบาลของประเทศร่ำรวยจากน้ำมัน หรือประเทศที่มีเงินทุนสำรองเยอะแยะอย่างจีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ จัดตั้งขึ้นเพื่อออกไปลงทุนหาดอกผลงามๆ ในต่างประเทศ ดังนั้น ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จึงพบว่า SWFs เข้าไปลงทุนซื้อหุ้นในสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯและชาติอุตสาหกรรมอื่นๆ มากมาย แต่ที่ฮือฮากันมากก็คือ ธนาคารยักษ์ของญี่ปุ่นได้รุกไปซื้อหุ้นของแบงก์ตะวันตกเหมือนกัน รายล่าสุดเป็นกรณีที่ SMFG ช่วยซื้อหุ้นของธนาคาร Barclays แบงก์อันดับ 3 ของอังกฤษ ก่อนหน้านี้ SMFG ก็ย่องไปซื้อแบงก์แถวๆ อินโดจีนเก็บตุนไว้บ้างแล้ว เพราะเศรษฐกิจย่านนี้กำลังโตวันโตคืน ส่วนธนาคาร Mizuho ก็ซื้อหุ้น Merrill Lynch ของลุงแซมตอนต้นปีนี้ ขณะที่ MUFJ กำลังเล็งแบงก์ขนาดกลางของสหรัฐฯย่านแคลิฟอร์เนียและอีกหลายรัฐ สำหรับประเทศใกล้บ้านอย่างแบงก์ในฮ่องกงและสิงคโปร์ ธนาคาร MUFJ ได้ลุยเข้าไปซื้อหุ้นไว้แล้วอย่างเงียบๆ นักวิเคราะห์บางคนสงสัยว่ากิจการแบงก์ญี่ปุ่นไม่โดนมรสุมซับไพร์มหรือยังไง หรือแอบซุกหนี้เสียอย่างอดีตกันแน่ ขุนคลังเมืองปลาดิบต้องรีบออกมาสยบพวกขี้ระแวง โดยแถลงว่าธนาคารทั้งสามของญี่ปุ่น หรือ Megabanks ขาดทุนจากซับไพร์มเหมือนกัน โดย Mizuho ตัวแดงเป็นเงินแค่ 6,000 ล้านดอลลาร์ ส่วน MUFJ และ SMFG ตกรายละประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ และถ้ารวมสถาบันการเงินในญี่ปุ่นทั้งหมดที่กระเป๋าฉีกจากซับไพรมอเมริกันคิดเป็นเงินราว 17,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกระจอกมากเมื่อเทียบกับตัวเลขขาดทุนของแบงก์ชั้นนำของโลก 3 แห่งรวมกัน คือ CitiGroup, UBS และ Merrill Lynch เป็นมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ช่วงนาทีทองแบบนี้ ส่งผลให้ธนาคารญี่ปุ่นออกไปตระเวนปล่อยสินเชื่อในต่างประเทศได้มากขึ้น เพราะปราศจากคู่แข่งค่ายตะวันตกเกือบสิ้นเชิง จึงไม่แปลกที่ยอดสินเชื่อต่างแดนของ SMFG นับตั้งแต่ต้นปี 2550 มาถึงปัจจุบันโตไปแล้ว 45% ตามด้วย MUFJ เพิ่มขึ้น 20% และ Mizuho ขยายตัว 10% อีกทั้งยังมีบริษัทต่างประเทศวิ่งมาขอใช้บริการด้านการเงินอื่นๆ อีกเยอะแยะ นับเป็นการคืนสู่สังเวียนของแบงก์ยักษ์ญี่ปุ่นในเวทีโลกอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม งานนี้มีเสียงวิจารณ์ว่า megabanks ยังงุ่มง่ามเกินไป ควรใช้โอกาสนี้ถล่มตลาดเงินต่างประเทศแย่งชิงลูกค้าจากพวกธนาคารตะวันตกให้ได้มากที่สุด เพราะแบงก์พี่ยุ่นดูจะมีฐานะการเงินแข็งแรงกว่า จะมัวพะวงทำมาหากินอยู่ในประเทศคงไม่ไหว เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในเมืองซากุระต่ำสุดขีด บริษัทเอกชนญี่ปุ่นเองก็มีเงินทุนหนาไม่ค่อยง้อเงินกู้แบงก์กันมากนัก และที่สำคัญก็คือ ธนาคารมีสภาพคล่องสูง เงินเต็มตู้เซฟไปหมด เพราะชาวอาทิตย์อุทัยยังหัวโบราณเก็บเงินฝากในธนาคารมากที่สุด ตัวเลขคร่าวๆ 7-8 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น Megabanks ควรนำเงินทุนพวกนี้ออกไปแสวงดอกผลให้แก่ธนาคารและผู้ถือหุ้นแบงก์ในต่างแดนจะดีกว่า พวกซามูไรคงเชื่อลมปากนักวิเคราะห์ยาก เพราะบทเรียนช่วง 20 ปีก่อน ยังฝากบาดแผลไว้ลึก จึงไม่รีบร้อน และมองว่าหากแบงก์ญี่ปุ่นเจ็บแล้วไม่จำ ป่านนี้คงนอนเรียงคิวหยอดน้ำข้าวจากวิกฤติซับไพร์มเหมือนกัน อีกทั้งธนาคารญี่ปุ่นยังเชื่อว่ากลุ่มลูกค้าในประเทศยังพอมี โดยเฉพาะพวกรายย่อยที่ต้องการสินเชื่อเพื่อการบริโภค แต่เดิมธนาคารมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกลุ่มนี้ เพราะจุกจิกน่ารำคาญ ปล่อยให้อยู่ในกำมือของพวกบริษัทการเงิน แต่ปรากฏว่า พวกสถาบันการเงินปล่อยกู้รายย่อยเหล่านี้ ชอบเล่นบทยากูซ่าในการติดตามทวงหนี้สิน โดยเฉพาะกับพวกลูกค้าเบี้ยวหนี้ จะโดนข่มขู่ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ขายไตหรือดวงตา เพื่อชดใช้หนี้สิน ฯลฯ จนกระทั่งปี 2549 รัฐบาลพี่ยุ่นได้ออกกฎหมายเข้มงวดกับธุรกิจปล่อยเงินกู้รายย่อย เช่น อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 20% ต่อปีภายในปี 2553 ปล่อยเงินกู้ได้ไม่เกินวงเงิน 1 ใน 3 ของเงินรายได้ลูกค้า และห้ามยุ่งเกี่ยวกับประกันชีวิตของลูกค้า เป็นต้น กฎหมายฉบับนี้ทำให้พวกสถาบันปล่อยกู้รายย่อย ต้องปิดกิจการลง เพราะไม่คุ้มกับการลงทุน หรือไม่ก็หันไปอยู่กับธนาคารพาณิชย์แทน โดยทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิเคราะห์ฐานะการเงินลูกค้ารายย่อยให้แก่ธนาคาร เนื่องจากมีประสบการณ์สูงอยู่แล้ว และธนาคารเองก็เป็นเพียงผู้ปล่อยเงินกู้ ส่วนการเรียกท้วงหนี้ยังคงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานพวกนี้ เพียงแต่กำชับให้อยู่ในกรอบกติกาของกฎหมายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ธนาคารพาณิชย์ญี่ปุ่นจึงเริ่มมีตลาดลูกค้าภายในประเทศ โดยเฉพาะรายย่อยที่ไม่เคยอยู่ในสายตามาก่อน ประมาณ 10% ของจำนวนประชากรญี่ปุ่น และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ หากธนาคารพาณิชย์ญี่ปุ่นสามารถปรับกลยุทธ์ปล่อยกู้รายย่อยให้สอดคล้องกับนิสัยและวัฒนธรรมของชาวเมืองปลาดิบ ที่ยังรู้สึกเขินๆ เมื่อต้องไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายเพื่อการบริโภคต่างๆ แถมชอบกู้ยืมแบบลับๆ เท่าที่ผ่านมาวงเงินกู้อาจสูงเพียง 100 ดอลลาร์ และควรกู้ยืมได้รวดเร็วตามเคาน์เตอร์ที่จัดไว้ในสถานที่ปลอดภัย … ธนาคารญี่ปุ่นตอนนี้จึงน่าจะอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำธุรกิจแบบชิลล์ๆ ไม่ต้องดิ้นรนจนเกินเหตุ เพราะตลาดในประเทศก็เก็บกินไปได้เรื่อยๆ ส่วนตลาดต่างประเทศ ก็นั่งจิบสาเกแกล้มปลาดิบ คอยให้นายแบงก์ชาติตะวันตกเอาหุ้นธนาคารใส่พานมาให้เลือกลงทุนก็คุ้มกับเวลาที่รอคอยกว่า 20 ปี !!

ที่มา วารสารการเงินธนาคาร เป็นวารสารรายเดือน (http://www.karnngern.com/317/world.php)
จัดทำโดย นางสาวเบญจวรรณ วุฒิศักดิ์การุณ เลขทะเบียน 48210023

คำถาม
1. ญี่ปุ่นเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจในลำดับที่เท่าไรของโลก
2. เมื่อเศรษฐกิจเกิดวิกฤติ กลุ่มเศรษฐีที่นายแบงก์วิ่งไปหามากที่สุดคือกลุ่มใด
3. สถาบันการเงินปล่อยเงินกู้รายย่อย ก่อนปี 2549 มีวิธีการทวงหนี้สินอย่างไร และตั้งแต่ปี 2549 รัฐบาลได้ออกกฎมายเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้รายย่อยอย่างไร

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ธปท.เตือนเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดไตรมาสแรกปีหน้า

แบงก์ชาติระบุเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวทุกด้าน เป็นผลจากความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ถูกกระทบจากสถานการณ์การเมืองและความวิตกกังวลในวิกฤติเศรษฐกิจโลก คาดจีดีพีโตแค่ 4% กว่า ชี้มีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า วิกฤติการเงินสหรัฐฯและวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศไทย โดยตัวเลขปริมาณการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 ที่ลดลงสอดคล้องกับภาคการผลิตของประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่การท่องเที่ยวเจอพิษการเมืองอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคการเกษตรยังอยู่ในระดับสูงแม้จะชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยภาพรวมเศรษฐกิจเดือน ก.ย. หดตัวต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. โดยไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4% เศษและมีแนวโน้มว่าไตรมาส 4 จะชะลอตัวต่ำลงอีก รวมทั้งส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้า จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4.6% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 7.6% และเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก ขณะที่การใช้กำลังการผลิตเดือนนี้อยู่ในระดับ 68.2% เท่านั้น ถือเป็นการลดลงต่ำกว่า 70% เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกมีการขยายตัวลดลงกว่าครึ่ง โดยในเดือน ก.ย. ขยายตัว 8.8% จากที่ขยายตัว 16.4% ในปีก่อนหน้าสอดคล้องกับภาคการส่งออกที่เดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 15.5% แต่ถือว่าชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือการขยายตัวของการส่งออกในไตรมาส 3 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 9.1% จาก 12.3% ในไตรมาสก่อนและมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอีกในไตรมาสที่ 4 แสดงให้เห็นผลกระทบจากวิกฤติการเงินของโลกที่มีผลต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงพอสมควร ในขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในเดือน ก.ย. มีนักท่องเที่ยวเพียง 900,000 คน ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน 16.5% จากผลของการเมืองที่เกิดความรุนแรงและการปิดของรัฐวิสาหกิจและสนามบินโดยระดับการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 10%”
นางอมรากล่าวต่อว่า แม้รายได้ภาคการเกษตรที่สูงถึง 45.5% แม้จะลดลงจากเดือน ส.ค.ที่ขยายตัว 57.5% แต่ก็ช่วยให้กำลังซื้อรถจักรยานยนต์ยังสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% เทียบจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทรงตัว โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า
แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วง 3 เดือนต่อไปจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่โน้มต่ำลงต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าในเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้น 38.6% เนื่องจากผู้ประกอบการมีการกักตุนเหล็กและสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ดุลบริการขาดดุล 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐนั้น โดยสรุปงบปี 51 มีการเบิกจ่ายได้น้อยลงกว่าที่คาดโดยเบิกจ่ายได้ 92.3% จาก 94% และมีดุลเงินสดขาดดุลเพียง 24,000 ล้านบาท มีเงินคงคลังรายปีสุทธิเพิ่มขึ้น 87,100 ล้านบาท ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐน้อยกว่าที่ประมาณการไว้มาก และในปีงบ 52 แม้รัฐจะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นกับอัตราการเบิกจ่ายจริงด้วย ส่วนนโยบายการเงินนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงินระบุชัดเจนว่าดอกเบี้ยขาขึ้นไม่มีแล้ว นโยบายการเงินในช่วงต่อไปคงผ่อนคลายมากขึ้นและพร้อมจะลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจทรุดกว่าที่คาดไว้

ชื่อผู้ทำ : ณัฐพร จันทโรธรณ์ เลขทะเปียน 48210022

ที่มา : http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=50c6664a-6e74-4038-9456-88ef3ce3adea

คำถาม

1. (ธปท.) ย่อมาจาก

2. ปริมาณการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 จะเป็นอย่างไร

3. การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐ ในงบปี 51 จะเป็นอย่างไร

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

7 วิธีในการจัดการเงินสดหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพ

7 วิธีในการจัดการเงินสดหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพ
หากไม่มีกระแสเงินสดไหลเข้ามาในธุรกิจของคุณ คุณอาจต้องพบกับความเดือดเนื้อร้อนใจได้ ความลับบางประการต่อไปนี้จะช่วยให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจ
โดย Joseph Anthony

สิ่งที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจขนาดเล็กประการหนึ่งก็คือสภาพความไม่แน่นอน ผมไม่เพียงแต่กำลังพูดถึงเรื่องการดำเนินธุรกิจที่ต้องมีความต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังพูดถึงการหมุนเวียนของกระแสเงินสดในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย ต่อไปนี้เป็นแนวคิดการปรับปรุงเงินสดหมุนเวียนของธุรกิจขนาดเล็ก
เรียกเก็บเงินโดยทันที
คุณเคยประสบกับเหตุการณ์ที่มัวแต่ยุ่งอยู่กับสร้างงานและพยายามส่งงานให้ทันจนลืมเรียกเก็บเงินอยู่เสมอใช่หรือไม่ ไม่ใช่คุณคนเดียวที่เป็นเช่นนั้น ปัญหาที่ร้ายแรงนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติของธุรกิจขนาดเล็ก
หากคุณยังไม่ได้ใช้ระบบการเก็บเงินใดๆ ในขณะนี้ ให้เริ่มต้น (หรือมอบหมายให้พนักงานเริ่มต้น) เรียกเก็บเงินค่าโครงการต่างๆ อย่างเป็นประจำในทันที และเมื่อดำเนินโครงการระยะยาวหรือติดต่อธุรกิจกับลูกค้าในระยะยาวแล้ว ให้เจรจาเป็นการล่วงหน้าในการกำหนดการชำระเงินอย่างสม่ำเสมอแทนที่จะปล่อยให้ยอดหนี้สะสมจนสิ้นสุดโครงการ
สร้างแรงจูงใจให้ชำระเงินคุณเร็วขึ้นกว่าเดิม
บางครั้งธุรกิจขนาดเล็กสามารถลดเวลารอการชำระหนี้ที่ค้างแก่คุณได้อย่างมากด้วยการให้ข้อเสนอลดราคาให้ในกรณีที่ชำระหนี้เร็วขึ้น ผมเคยได้รับใบแจ้งหนี้ในธุรกิจที่เสนอลดให้ 1% หรือ 2% หากชำระภายใน 10 วัน ดังนั้น หากผมมีความคิดที่จะชำระหนี้ภายใน 30 วันอยู่แล้ว ผมคงมีแนวโน้มที่จะรีบเขียนเช็คออกไปทันทีเพื่อจะได้ส่วนลดที่เล็กน้อยนั้น ข้อเสนอดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีทั้งในแง่ของหนี้คงค้างและในแง่เงินสดหมุนเวียนด้วย
หลีกเลี่ยงลูกค้าประเภทชำระหนี้ช้า/ไม่ชำระหนี้ตั้งแต่ต้น
วิธีการที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงปัญหาเงินสดหมุนเวียนอันเกิดจากลูกค้าหรือบริษัทต่างๆ ไม่ยอมชำระหนี้ให้แก่คุณก็คือ การตัดลูกค้าประเภทชำระหนี้ช้า/ไม่ชำระหนี้ตั้งแต่ต้นทิ้งไปไม่ให้เป็นลูกค้าของเรา เพราะฉะนั้น หากมีใครบางคนกำลังจะเป็นลูกค้าสำคัญของเรา เราควรทำการบ้านเสียก่อน โดยถามและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของลูกค้ารายดังกล่าวจากผู้ที่เคยทำธุรกิจกับเขามาก่อน
ใช้ระบบแลกเปลี่ยนแทนเงินสด
คุณสามารถลดปัญหาเรื่องเงินตึงได้ด้วยการใช้สินค้าหรือบริการที่คุณมีแลกกับสินค้าหรือบริการของผู้อื่น หากสามารถกระทำได้
ลดปริมาณสินค้าคงคลัง
แม้ว่าคุณไม่สามารถใช้ระบบการจัดการสินค้าคงคลังชนิด "just-in-time" ได้ อย่างน้อยก็ควรให้มีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากเงินที่ใช้จ่ายในสินค้าคงคลังเป็นเงินที่ไม่ก่อให้เกิดดอกผลหรือเป็นเงินออมที่คุณสามารถใช้ได้
การลดปริมาณสินค้าคงคลังบางครั้งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยง่าย ผมเคยเห็นภัตตาคารที่ลดจำนวนเหล้าไวน์ที่มีบริการลูกค้าให้เหลือยี่ห้อไวน์ที่มีคุณภาพเพียงไม่กี่ยี่ห้อแทนที่จะมีไวน์ทุกชนิดไว้บริการตามความต้องกรของลูกค้าทุกคน แม้ว่าลูกค้าอาจมีรสนิยมที่ดีในการดื่มไวน์ เขาก็ยังคงได้ดื่มไวน์ที่ดีอยู่เหมือนเดิมโดยไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
การลดจำนวนเจ้าหนี้เงินกู้ให้น้อยลง
ผมทราบว่าการขอกู้เงินของธุรกิจขนาดเล็กเป็นเรื่องยากลำบากมาก แต่ก็แปลกใจที่มีบางรายสามารถกู้เงินได้หลายทางด้วยกัน มีธุรกิจขนาดเล็กรายหนึ่งที่ผมรู้จัก มีพนักงานเพียงหนึ่งคน แต่มีการกู้เงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเขาถึง 4 ประเภทด้วยกันคือ เงินกู้สำหรับอุปกรณ์เครื่องมือ เงินกู้รถยนต์ วงเงินกู้เพื่อดำเนินธุรกิจ และบัตรเครดิตสำหรับธุรกิจ
หากคุณมีเงินกู้อยู่หลายประเภทในการดำเนินธุรกิจของคุณ ให้พิจารณาดูว่า อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขของแต่ละรายเป็นอย่างไร คุณอาจสามารถรวมจำนวนผู้ให้กู้ 2 รายหรือมากกว่านั้น ให้เป็นรายเดียวโดยมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเพื่อทำให้เงินสดหมุนเวียนของคุณดีขึ้น โดยปกติ ผมเป็นคนที่ไม่ชอบยืดระยะเวลาการชำระหนี้เท่าใดนัก แต่ถ้าหากคุณมีความคิดที่จะเจรจากับผู้ให้กู้เพื่อการรวมเงินกู้ทั้งหมดที่มีอยู่ให้เป็นเงินกู้รายเดียวคุณควรเจรจาให้เงินกู้ใหม่นี้มีระยะการชำระหนี้ที่ยาวกว่าเดิมเพื่อแลกกับยอดการชำระรายเดือนที่ต่ำลง

ชื่อผู้ทำ อนุชิต คชานุบาล เลขทะเบียน 48210018

ที่มา:
http://www.microsoft.com/thailand/smallbusiness/issues/running/finances/cashflow.mspx

คำถาม

1. 7 วิธีในการจัดการเงินสดหมุนเวียนมีอะไรบ้าง

2. ระบบที่ใช้ในการลดสินค้าคงคลังคือ

3. วิธีสร้างแรงจูงใจให้ชำระเงินคุณเร็วขึ้นกว่าเดิมคือ

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จอร์จ โซรอส’ ชี้วิกฤตการเงินขณะนี้ร้ายแรงที่สุดในรอบ 60 ปี

ชื่อผู้ทำ นาย ฤทธิเวทย์ วัฒนกูล 48210034 คณะ บัญชี
แหล่งที่มา : http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=31535
ไฟแนนเชียลไทมส์ – จอร์จ โซรอส พ่อมดทางการเงินที่เคยป่วนค่าเงินบาทจนเศรษฐกิจไทยพังยับ และนำไปสู่วิกฤตทางการเงินทั่วเอเชียในปี 1996 เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ฉบับวานนี้(23) ระบุว่า วิกฤตในตลาดการเงินโลกเวลานี้ เป็นวิกฤตครั้งร้ายแรงที่สุด “ในรอบ 60 ปี”
บทความที่ใช้ชื่อว่า “The Worst Market Crisis in 60 Years” ของโซรอส มีเนื้อหาดังต่อไปนี้: วิกฤตทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ถูกเร่งให้บังเกิดขึ้นโดยฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ ในบางแง่มุมแล้วมันก็คล้ายคลึงกับวิกฤตครั้งอื่นๆ ซึ่งเกิดขึ้นมานับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยที่มีช่วงเวลาเว้นวรรคอยู่ระหว่าง 4 ถึง 10 ปี
อย่างไรก็ตาม มันก็มีความแตกต่างกันอย่างลึกซึ้งด้วย กล่าวคือ วิกฤตในปัจจุบันเป็นหลักหมายแสดงถึงการสิ้นสุดของยุคแห่งการขยายตัวทางสินเชื่อที่อิงอาศัยเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินตราสำรองระหว่างประเทศ วิกฤตซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอันมีภาวะเฟื่องฟู-ฟุบแฟบวนเวียนไป ขณะที่วิกฤตในปัจจุบันคือการสั่งสมของภาวะเฟื่องฟูอย่างพิเศษ ซึ่งกินเวลายาวนานมากว่า 60 ปีแล้ว
กระบวนการอันมีภาวะเฟื่องฟู-ฟุบแฟบวนเวียนไป ปกติแล้วจะเกิดขึ้นรอบๆ ภาวะสินเชื่อ และมักจะเกี่ยวข้องกับความโน้มเอียงหรือการมองปัญหาอย่างผิดพลาดทางใดทางหนึ่ง โดยมักจะเป็นความล้มเหลวไม่ตระหนักถึงความเชื่อมโยงกันแบบสะท้อนกลับไปกลับมาและหมุนเวียนกัน ระหว่างความประสงค์ที่จะให้กู้ และมูลค่าของหลักประกัน การผ่อนคลายสินเชื่อคือการก่อให้เกิดความต้องการที่จะผลักดันให้มูลค่าของทรัพย์สินสูงขึ้น ซึ่งในทางกลับกันก็เป็นการเพิ่มปริมาณสินเชื่อที่จะสามารถหากู้ได้ไปด้วย ฟองสบู่นั้นเริ่มต้นเมื่อผู้คนไปซื้อบ้านด้วยความคาดหมายว่าพวกเขาสามารถที่จะรีไฟแนนซ์สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของพวกเขาได้โดยที่จะยังมีกำไรด้วย ภาวะเฟื่องฟูของภาคที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯในช่วงไม่นานมานี้คือกรณีตัวอย่างของสิ่งที่กล่าวมานี้ สำหรับภาวะเฟื่องฟูอย่างพิเศษที่ดำเนินมา 60 ปีนั้น เป็นกรณีที่สลับซับซ้อนยิ่งกว่า ทุกๆ ครั้งที่การขยายสินเชื่อบังเกิดปัญหายุ่งยากขึ้นมา พวกผู้มีอำนาจทางการเงินก็จะเข้าไปแทรกแซง มีการอัดฉีดสภาพคล่องและหาวิถีทางอื่นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การกระทำเช่นนั้นเป็นการสร้างระบบแห่งแรงจูงใจอันไม่สมมาตร หรือที่รู้จักเรียกขานกันว่า “moral hazard” (แนวโน้มที่หากมั่นใจว่าจะได้รับความช่วยเหลือให้พ้นภัย ผู้คนก็มักประมาทไม่ใส่ใจในภัยนั้นๆ เช่น ถ้าแน่ใจว่าหากประสบปัญหา อย่างไรเสียแบงก์ชาติต้องเข้ามาช่วย ธนาคารพาณิชย์ก็อาจปล่อยกู้แบบไม่ตรวจสอบฐานะลูกค้าให้รอบคอบ –ผู้แปล) ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้มีการขยายสินเชื่อกันออกไปอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ระบบดังกล่าวนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จนกระทั่งผู้คนถึงกับเกิดความเชื่อขึ้นมา ในสิ่งที่อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯเรีกว่า “มนตร์มหัศจรรย์ของตลาด” และผมขอเรียกว่า “ลัทธิเชื่อมั่นในพื้นฐานของตลาด” (market fundamentalism) พวกนักลัทธิเชื่อมั่นในพื้นฐานของตลาดนั้นเชื่อว่า ตลาดมีความโน้มเอียงที่จะไปสู่ความสมดุล และวิธีดีที่สุดในการก่อให้เกิดผลประโยชน์ของส่วนรวม ก็คือการปล่อยให้ผู้มีส่วนร่วมทั้งหลายมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ของตัวเอง มันเป็นการมองปัญหาอย่างผิดพลาดที่ชัดเจนมากทีเดียว เนื่องจากเป็นเพราะการเข้าแทรกแซงของทางการผู้มีอำนาจต่างหาก ซึ่งเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ตลาดการเงินพังทลาย หาใช่เป็นเพราะตัวตลาดเองไม่ กระนั้นก็ตามที ลัทธิเชื่อมั่นในพื้นฐานของตลาด ก็ปรากฏตัวกลายเป็นอุดมการณ์ที่มีฐานะครอบงำในช่วงทศวรรษ 1980 อันเป็นเวลาที่ตลาดการเงินต่างๆ เริ่มเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ และสหรัฐฯก็เริ่มที่จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
โลกาภิวัตน์เปิดทางให้สหรัฐฯสามารถดูดกลืนเงินออมที่มีอยู่ในส่วนอื่นๆ ของโลก และบริโภคมากกว่าที่ตัวเองผลิตได้ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯสูงถึงระดับ 6.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติแล้วในปี 2006 ทางด้านตลาดการเงินก็ส่งเสริมผู้บริโภคให้กู้ยืม ด้วยการออกเครื่องมือทางการเงินเพิ่มเติม ซึ่งมีลักษณะสลับซับซ้อนมากขึ้น และด้วยการเสนอเงื่อนไขแบบเอื้อเฟื้อยิ่งขึ้น ทางการผู้มีอำนาจก็ไปช่วยเหลือและสนับสนุนกระบวนการเช่นนี้ ด้วยการเข้าไปแทรกแซงเมื่อใดก็ตามที่ระบบการเงินทั่วโลกบังเกิดภยันตราย นับตั้งแต่ปี 1980 ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ถูกผ่อนคลายมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไปหมดแล้วในทางปฏิบัติ
ภาวะเฟื่องฟูอย่างพิเศษไปไกลถึงขั้นควบคุมไม่ได้ เมื่อพวกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มีความซับซ้อนเสียจนกระทั่งทางการผู้มีอำนาจไม่สามารถคำนวณความเสี่ยงได้อีกต่อไป และเริ่มหันไปพึ่งพาอาศัยวิธีบริหารจัดการความเสี่ยงของพวกธนาคารผู้ออกผลิตภัณฑ์เอง ทำนองเดียวกัน พวกบริษัทเครดิตเรตติ้งก็ไปพึ่งพาอาศัยข้อมูลซึ่งจัดส่งให้โดยพวกที่เป็นต้นแหล่งของผลิตภัณฑ์แปลงรูปเหล่านี้ มันเป็นการสละละทิ้งความรับผิดชอบที่น่าตระหนกตกใจยิ่ง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถผิดพลาดได้ต่างก็เกิดความผิดพลาดไปเสียทั้งนั้น สิ่งที่ตอนเริ่มต้นเป็นสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทซับไพรม์ ก็กระจายตัวกลายเป็นพวกตราสารหนี้collateralized debt obligation (CDOs) ทั้งหลาย, ก่อให้เกิดอันตรายแก่เหล่าบริษัทที่รับประกันและรับประกันต่อ พวกตราสารหนี้เทศบาลและสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์, ตลอดจนคุกคามที่จะทำลายตลาดตราสารอนุพันธ์ เครดิต ดีฟอลต์ สว็อป มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ คำมั่นสัญญาของพวกวาณิชธนกิจที่จะปล่อยกู้ให้แก่ผู้ต้องการซื้อกิจการ ได้กลับกลายเป็นภาระหนี้สินของวาณิชธนกิจเหล่านั้น พวกกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มุ่งออกแบบให้สามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถทำกำไรสม่ำเสมอดังกล่าวได้ และต้องล้มเลิกกองทุนไป ตลาดตราสารทางการเงินระยะสั้นที่อิงกับสินทรัพย์ ตกอยู่ในสภาพชะงักงัน และเครื่องมือเพื่อการลงทุนพิเศษ (SIVs) ที่จัดตั้งขึ้นโดยธนาคารต่างๆ เพื่อเอาสินเชื่ออันอิงกับอสังหาริมทรัพย์ ออกไปจากงบดุลของพวกเขา ก็ไม่สามารถกันให้ออกไนอกพันธะของพวกเขาได้อีกต่อไป แล้วแรงตีกระหน่ำครั้งสุดท้ายก็มาถึง เมื่อการกู้ยืมระหว่างธนาคาร ซึ่งเป็นเรื่องหัวใจของระบบการเงิน เกิดความระส่ำระสาย เพราะบรรดาธนาคารต้องควบคุมดูแลทรัพยากรของพวกเขา และไม่สามารถไว้วางใจคู่สัญญาที่มาติดต่อทำสัญญากับพวกเขาได้ บรรดาธนาคารกลางจึงต้องอัดฉีดเงินในปริมาณสูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อีกทั้งต้องขยายสินเชื่อให้แก่สถาบันต่างๆ อย่างกว้างขวางกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต โดยรับหลักประกันเป็นหลักทรัพย์อันกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นั่นทำให้วิกฤตคราวนี้มีความร้ายแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ นับแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
การขยายสินเชื่อเมื่อถึงเวลานี้ ก็จะต้องติดตามมาด้วยช่วงเวลาแห่งการหดตัวเสียแล้ว เนื่องจากเครื่องมือและวิธีปฏิบัติทางด้านสินเชื่อใหม่ๆ บางเครื่องมือและบางวิธี ไม่ได้แข็งแรงหนักแน่น และก็ไม่มีความยั่งยืน ความสามารถของทางการผู้มีอำนาจด้านการเงิน ที่จะดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถูกจำกัดตึงตัวจากการที่ส่วนอื่นๆ ของโลกไม่ปรารถนาที่จะสั่งสมเพิ่มเติมดอลลาร์เข้าไปในทุนสำรองอีกแล้ว จวบจนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้เอง พวกนักลงทุนยังคงหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯจะกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพราะนั่นคือสิ่งที่ธนาคารกลางสหรัฐฯได้เคยกระทำมาในครั้งก่อนๆ แต่มาถึงเวลานี้ พวกเขาจะต้องตระหนักขึ้นมาว่า เฟดอาจจะไม่อยู่ในฐานะที่จะทำเช่นนั้นอีกแล้ว จากการที่น้ำมัน, อาหาร, และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ มีราคาสูงขึ้น และเงินสกุลเหรินหมินปี้ก็กำลังแข็งค่าในระดับเร็วขึ้นอยู่บ้าง นอกจากนั้นเฟดยังต้องวิตกเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้ออีกด้วย หากอัตราดอกเบี้ยเฟดฟันด์เรต ถูกปล่อยให้ลงไปจนต่ำกว่าขีดใดขีดหนึ่ง เงินดอลลาร์ก็จะตกอยู่ใต้แรงกดดันครั้งใหม่อีก และพันธบัตรระยะยาวก็จะให้ผลตอบแทน(ยีลด์)สูงขึ้นในทางเป็นจริง ขีดดังกล่าวนั้นอยู่ที่ตรงไหน เป็นเรื่องที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้ แต่เมื่อไปถึงขีดดังกล่าว ความสามารถของเฟดที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะมาถึงจุดจบ
ถึงแม้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในโลกพัฒนาแล้ว เวลานี้อย่างไรเสียก็คงเป็นสิ่งหลีกหนีไม่พ้น แต่สำหรับจีน, อินเดีย, และบางประเทศผู้ผลิตน้ำมัน กลับกำลังอยู่ในฐานะที่สามารถสวนกระแสได้อย่างเข้มแข็ง ดังนั้น วิกฤตทางการเงินในปัจจุบันจึงไม่น่าจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก แต่น่าจะทำให้เกิดการปรับตัวกันอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจระดับโลกมากกว่า โดยที่สหรัฐฯจะเสื่อมถอยลงโดยเปรียบเทียบ และจีนกับประเทศอื่นๆ ในโลกกำลังพัฒนาจะผงาดพุ่งขึ้น
อันตรายนั้นอยู่ตรงที่ความตึงเครียดทางการเมืองต่างๆ ซึ่งจะเป็นผลตามมา รวมทั้งลัทธิกีดกันการค้าในสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะก่อกวนเศรษฐกิจของโลก และทำให้โลกจมดิ่งลงสู่ภาวะถดถอย หรือกระทั่งเลวร้ายกว่านั้นอีก

คำถาม

1. ใครที่ได้ชื่อว่าเป็น พ่อมดทางการเงิน และได้กล่าวว่า เป็น
วิกฤตทางการเงินที่ร้ายแรงที่สุดในรอบกี่ปี

2. การสร้างระบบแห่งแรงจูงใจอันไม่สมมาตร และ ลัทธิเชื่อมั่นในพื้นฐานของตลาด
ถูกเรียกขาน กันว่าอย่างไร (ภาษาอังกฤษ)

3. สหรัฐอเมริกา เริ่มขาดดุลบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่ ปี คศ. ใด และ ในปี 2006
ได้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด คิดเป็น กี่ % ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ